วันจันทร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2550

"วอนรักกล่อมโลกสิ้นโศกเถิด…"



ขอรักจงงดงาม
ขอความทรมานจงสิ้นสุด
ทำร้ายกันอีกเท่าไรหรือมนุษย์
ท้ายที่สุดไม่เหลือแม้ลมหายใจ

ด้วยหวัง – ยังหวัง
รักจะฝ่ากำแพงชังแห่งโลกร้าย
ทลายหมอกมายาเบิกฟ้าพราย
ให้ดวงใจต่อดวงใจได้พานพบ

เปลวระเบิด - ควันปืนให้กลืนหาย
คลั่ง - แค้น - ทุรนรายได้สงบ
รังเกียจเดียดฉันท์ - กรุ่นควันรบ
ให้ได้พบ - ได้พัก ณ รักนั้น


วอนรักกล่อมโลกสิ้นโศกเถิด…
ทลายลงเสียเถิดกำแพงกั้น
นิ่งเสียเถิดกี่ร่ำไห้มานานครัน
เถิดรัก เถิดพลัน! …หวังวอน



"วอนรักกล่อมโลกสิ้นโศกเถิด…"
(กรกฎาคม 2546)

วันอังคารที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2550

"คะนึง..." (2)



ครั้งหนึ่ง… เคยจุดประกายฝัน
เป็นแรงใจให้ฝ่าฟันได้ทุกสิ่ง
เคยจับต้องได้ - เคยเป็นจริง
เคยคล้ายโลกจะหยุดนิ่งอยู่เช่นนั้น…

เพียงมือน้อยเช็ดหยาดน้ำตาหม่นเศร้า
ก็ละลายทุกรวดร้าว-หนาวสั่น
เพียงยิ้มเยือนก็เลือนหายทุกแอกอัน
ก็ช่วงโชนทุกไฟฝัน -- ..เพียงนั้นแล้ว



เผลออาวรณ์บ้างไหมในวันผ่าน
คล้ายบทเพลงแห่งวันวานยังหวานแว่ว
ณ วันคืนห่างไกลเลือนไร้แวว
คล้ายยินเสียงกระซิบแผ่วมาแสนไกล…

เพียงห้วงคิดถึง – คะนึงหา…
ไม่คิดย้อนวันเวลาหวนคว้าไขว่
คือโลก คือชีวิต ต้องเป็นไป
หลากวิถีหลากเงื่อนไขให้จำลา

เพียงห้วงคิดถึง - คะนึงหวน
แล้วอุ่นไอก็อายอวลก็พร่างพร่า
ฤดูกาลผันเปลี่ยนเวียนเวลา
ทุกรอยยิ้มรอยน้ำตา -- สูงค่าแล้ว…



"คะนึง..." (2)
(เมษายน 2547)

"คะนึง..."



อุ่นแดดส่องต้องทิวไม้
แรระบายรายไล้ไหวหวาน
ทอดประทับขับฝันวันวาน
ปลุกอดีต - ปลุกกาล หวานละไม

คะนึงถึง… แดดสายระบายส่อง
คุ้งคลอง – ท้องนา – ยอดหญ้าไหว
ณ วาน ณ วันยังเยาว์วัย
หัวจิตหัวใจยังบอบบาง

คะนึงหวน… สายแดดส่องต้องทางรก
วนวก – ผกผัน – กั้นขวาง
คะนึงเห็นตัวตนบนหนทาง
เพียรล้ม - เพียรสร้าง กลางคืนวัน

คะนึงหา… แดดสายอายหนึ่ง
หวานซึ้ง อุ่นไอ คล้ายฝัน
สาดต้องวงหน้า – ดวงตานั้น
โชนไฟ โชนฝัน อนันตกาล

หวนเห็นหยาดน้ำค้างบนยอดหญ้า
เห็นลำน้ำตาเชี่ยวผ่าน
เห็นค่ำคืนเหน็บหนาว…ยาวนาน
กว่าแดดสายจะกรายกรานโอบอุ่นไอ

ทิวา ราตรี ชีวิต
เพียรผัน เพียรลิขิต เพียรฝันใฝ่
เพียรพบอีกกี่หนาวกี่อุ่นไอ
ก่อนแดดสายสุดท้าย - - กลายกาล..



"คะนึง..."
(กุมภาพันธ์ 2547)

"อาวรณ์"



แล้ว - - เราจะพบกันอีกไหม…
ทางฝันยาวไกลคดเคี้ยว
ทุกข์สุขร่วมอยู่เหมือนครู่เดียว
ขณะคืนวันอ้างว้างเปลี่ยวช่างยาวนาน

ไปเถิดไปตามหัวใจฝัน
ก่อนที่คืนวันจะพ้นผ่าน
ก่อนชีพลับดับหายไปในเพลิงกาล
จะได้ฝากฝันไว้ในธารสงบเย็น

ขอบคุณ โลกและฝัน
ขอบคุณคืนวันให้รู้เห็น
ให้รู้จัก-รู้รัก ว่าชื่นเย็น
แม้มันไม่อาจเป็นเช่นนี้ตลอดไป…

แม้ไม่พบกันอีกก็ช่างเถิด
หากฝันนั้นยังบรรเจิดยิ่งใหญ่
พบแล้ว รักแล้ว ก็จากไกล
เหลือเอาไว้แต่รอยฝันพันธนา

หยิบกระเป๋าส่งให้…
หยาดน้ำตาหวั่นไหวรินอาบหน้า
กี่ครั้งกี่หน - พบแล้วลา
กี่หยาดน้ำตาอาวรณ์



เถิด, บางครั้งชีวิตก็ดั่งนี้
งดงามเหมือนชลทีในแดดอ่อน
หากไหลแล้วก็ไหลลับลาจากจร
กี่น้ำตากี่อาวรณ์ – ก็เงียบงัน…


.....


…แม้ไม่พบกันอีกก็ช่างเถิด
ถนอมรักให้ดีเถิดนะความฝัน
เชื่อ, ไออุ่นพร่างพราวในคราวนั้น
จะตามติดไปปลอบขวัญยามห่างไกล



"อาวรณ์"
(มีนาคม 2545)

"สัญญา.."



สัญญาสิ… สัญญา
เราจะฝ่า จะตามวัน
กี่คืน รึกี่วัน
จะยังฝัน ยังมั่นใจ

สัญญาสิ… สัญญา
กี่น้ำตา กี่อ่อนไหว
กี่อ่อนล้า จะฝ่าไป
อีกกี่ไกล จะคอยรอ

วันนี้หรือพรุ่งนี้
ขอคนดียังเติบต่อ
แสนไกล จะคอยรอ
จะไม่ท้อ, สิ… สัญญา



"สัญญา.."
(2539)

"…และจะไม่มีถ้อยคำล่ำลา"



แด่ฝันอันงดงาม…
แด่ดวงดาววาววามที่เชื่อมั่น
ผ่านคืนสู่วัน
บนทางฝันยาวไกล

เราต่างคนต่างที่มา
บนผืนดินใต้แผ่นฟ้ากว้างใหญ่
พบกัน ณ จดหนึ่งบนทางไกล
ได้รู้ดาวที่ฝันใฝ่นั้นดวงเดียว



จากกันวันนี้
สักกี่เดือนกี่ปีไม่โดดเดี่ยว
สักกี่โค้งบนทางฝันอันคดเคี้ยว
จะเคียงข้างบนทางเปลี่ยวด้วยดวงใจ

จะฝากความคิดถึงไปกับดาว
ในคืนที่เธอเหน็บหนาวหวั่นไหว
จะฝากรักไปกับแสงเดดอุ่นไอ
ในวันที่ดวงใจเธออ่อนล้า

ขอเพียงรู้เธอยังรักจะตามฝัน
สักกี่ภูขวางกั้นจะปีนฝ่า
กี่กระแสธารเชียวเกลียวมายา
จักน้อมกายใจทายท้าพลีฝ่าไป

เก็บน้ำตาเอาไว้ก่อน
แม้หัวใจเราอาวรณ์สักเพียงไหน
เส้นทางสู่ฝั่งฝันนั้นยังไกล
ต้องใช้มันอีกเท่าไรยังไม่รู้…

และจะไม่มีถ้อยคำล่ำลา
ด้วยรักและศรัทธาเรายังอยู่
เรายังคงร่วมฝันร่วมต่อสู้
เราจะไม่รับรู้ความเดียวดาย


……….


แด่ฝันอันงดงาม…
และดวงดาววาววามเปี่ยมความหมาย
ขอเพียงเรายังเชื่อมั่นมิคลอนคลาย
คอยวันร่วมดื่มดาวพราย ณ ฝั่งฝัน



"…และจะไม่มีถ้อยคำล่ำลา"
(2539)

"แต่ฉันจะอยู่กับความรัก"



เงียบงัน…
ยินแต่เสียงความฝันร่ำไห้
ไม่กล้าแม้เพียงทอดถอนใจ
เกรงหัวใจที่แหลกร้าวและอ่อนล้า

บาดแผล…
เมื่อความฝันผันแปรจนสิ้นค่า
แพ้พ่ายดิ่งดำลำน้ำตา
อีกหนึ่งราคาของชีวิต?

ความฝัน…
ใครกันที่บิดผันที่ลิขิต
คืออีกหนึ่งรอยถากถางทางชีวิต
หรือเพียงประตูบานที่ปิดสนิทตาย?

ความรัก…
ได้พบ ได้รู้จัก ทั้งรัก - พ่าย
หน่วงหนักปักตรึงทั้งใจกาย
กี่พ้นผ่าน กี่ริ้วราย…รอยแผลนั้น?



"แต่ฉันจะอยู่กับความรัก"
และศรัทธาแน่นหนักกับความฝัน
จะงมงาย – เถิด, อีกกี่น้ำตากัน
เชื่อ, สักวันโลกถึงวันปันไอรัก…



"แต่ฉันจะอยู่กับความรัก"
(กรกฎาคม 2546)

"...มนุษย์"



มิจฉาทิฐิ - อคติอันโง่เขลาใด
ที่ทำให้มนุษย์เฝ้าแต่ทำร้าย-ทำลายกัน
ทำร้ายตน…



มนต์ร้ายใดหนอ
ที่ครอบงำโลก...

ผู้คนคลำทางฝ่าความมืดสลัว
หวังพบอรุณรุ่ง
มายาใดกักขังดวงตะวัน
หรือเราต่างก็เฝ้าแต่ร่ายมนต์ร้าย
บนทางสายนี้อยู่ตลอดเวลา
คลี่เมฆคลุมจันทร์
ตวาดดวงดาว
เหยียบย่ำดวงเทียน
…และเพื่อนร่วมทาง



คลำต่อไปในความมืดนั้น
ไปสู่สิ่งใดกันหนอ…



"...มนุษย์"
(มิถุนายน 2546)

"วันเกิด" (2)



สงบฟัง, เสียงเคลื่อนผ่านกาลเวลา
พินิจรอยน้ำตาเคยกำสรวล
รอยรัก - รอยอาลัย, มาลัย - ตรวน
เสียงร่ำไห้ - เสียงสำรวลแห่งวานวัน

คือทรงจำในใจ ในรู้สึก
บ้างบาดลึก บ้างเลือนราง บ้างเพียงฝัน
สงบดู พินิจฟัง ทั้งปวงนั้น
ท่ามกลางความพรากผัน-วันเวลา

คือชีวิต - เส้นทางอันศักดิ์สิทธิ์
ทุกรอยแผลฝากความคิด ฝากคุณค่า
ทุกรอยจำ ทั้งรอยยิ้ม รอยน้ำตา
คือรอยถางทางชีวา…ให้วันนี้



"วันเกิด" (2)
(มิถุนายน 2546)

"วันเกิด (1)"



ให้ฝันนั้นคงทน
ดั่งดาวพราวสว่างหนแม้เดือนดับ
ให้ทุกก้าวที่เท้าย่างวางประทับ
งดงามด้วยลำนำขับแห่งศรัทธา

เชื่อ, ใจดวงนั้นเข้มแข็ง
จึงไม่ห่วงเธอสิ้นแรงละลังล้า
เพียงหนึ่งคำอวยพรแว่ววอนมา
เพียงขอฝันและศรัทธาเธอยั่งยืน



"วันเกิด" (1)
(2543)

"แผก"



ร่วมกอและร่วมดิน
ร่วมดื่มกินจนเติบใหญ่
หากฝันบันดาลใจ
อาจแผกไปตามตัวตน

เรี่ยดินใช่ใฝ่ต่ำ
ทอดยอดล้ำในเวหน
มิแน่ว่างามเหนือชน
เพียงแผกต่างในทางเดิน



"แผก"
(เมษายน 2543)

"“บรรลุ..?"



ยืนอยู่ดินใดในโลก
จึงพ้นมุมโศกหนอมนุษย์
มีหรือสงบล้ำงามพิศุทธิ์
จนหลุดพ้นไหวหวั่นปวง?

หรือสุขแท้ท้นเอิบอิ่ม
ได้ลิ้มจนสิ้นหวงห่วง
ลืมอาทรรักหนักทรวง
ก้าวล่วงสู่ภพภูมิใด?

พ้นแล้วทั้งรูป รส กลิ่น?
ได้ยินไหมเสียงร่ำไห้
ผู้คนท้นทุกข์ยังเกลื่อนไป
ยินโลกร่ำไห้ไหมนั่น!

ทางใดไหนเล่าดับทุกข์
นำชนสู่สุขดั่งฝัน
ใช่เพียงเรา - หากคือเขาทั้งหมดนั่น!
ขึ้นสวรรค์ลำพังละอายใจ…



"“บรรลุ..?"
(2544)

"สำนึก"



ไม่รู้ ! แต่ข้าเห็น
ความเยียบเย็นในเปลวไฟ
เห็นเพลิงปะทุไหม้
ลุกเรืองในกระแสธาร

ลวงมาในพยับแดด
ที่โลมแผดจนร้าวราน
หลอนจินตนาการ
ในห้วงฝันสงัดงัน

ไม่รู้ ! ข้าได้ยิน
สำเนียงหมิ่นกระทบหยัน
เสียงสะอื้นอันครืนครัน
แห่งคนพ่ายผู้รายเรียง

ลวงมาในเสียงฝน
หลอนมาบนสรรพเสียง
แผ่วไหวในสำเนียง
หากเสียดก้องในสำนึก!


"สำนึก"
(2544)

"แด่ แอนดริว(อนุรักษ์ฯ มข.)"



อาดูร สู่อาลัย
อีกเท่าไรจึงรู้แล้ว
ดวงใจแลดวงแก้ว
ชีวิตบางเสียกระไร

สายใย สายชีวิต
ใครลิขิต ใครโหดร้าย
โลกเอ๋ย…ของผู้ใด
มาแล้วไปดั่งสายลม

จากก้าว มุ่งสู่ก้าว
สู่ปวดร้าว สู่สุขสม
ดื่มด่ำน้ำตาพรม
กลางสายลมโชคชะตา

ว่างเปล่าหนอชีวิต
คล้ายถูกผิดล้วนไร้ค่า
กี่ทางถางสร้างมา
เพื่อลับลา…เพื่อลบเลือน?



"แด่ แอนดริว(อนุรักษ์ฯ มข.)"
(กรกฎาคม 2546)

วันพุธที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2550

"แด่ บี้ - ศิลป์ ศิวากรณ์"












("บี้ - ศิลป์ ศิวากรณ์")



หวังใด หวังไว้ - ยังไม่วาด
ฉีกขาด ทิ้งฝัน หวั่นไหว
ด่วนจาก ด่วนจร อ่อนใจ
โหดร้ายกระไร -- ชะตากาล

หัวจิต หัวใจ แหลกแล้ว
เพียงแว่วเสียงเพลงเคยขับขาน
เห็นพิณ เห็นซอ - ทรมาน
เห็นวัน เห็นวาน -- ผ่านไกล

เห็นภาพผุดพรายพร่างพร่า
หลากภาพซ้อนมา - หลั่งไหล
ยังแว่วเสียงกู่ร้องไกล – ไกล
ว่าฝัน ว่าใฝ่ รังรอง

ไม่มีอีกแล้ว - ไม่มี
กี่ร่ำไห้ - บทกวีหม่นหมอง
ก็ลอยลับดับหายไปไร้ทางปอง
กี่น้ำตาร่ำร้อง…ก็เท่านั้น



ไปเถิด, ไปเกิดเป็นดวงดาว
สาดแสงแพรวพราวส่องทางฝัน
เชื่อเถิด, จะไม่ลืม - ไม่มีวัน
ตราบร่างเป็นฝุ่นควัน – ลับตาม

แม้ชีพได้มีอีกชาติ
ขอหวังเจ้าได้วาดล้นหลาม
เพื่อศิลป - เพื่อชน ท้นงาม
ขอให้เราได้ติดตามร่วมพลี

ขอให้ได้พบอีกชาติ
ร่วมหวัง ร่วมวาด ดั่งชาตินี้
ร่วมบรรเลงเพลงร้อง – บทกวี
ทุกข์สุขดั่งที่เคยมีมา

ต่างธูป ต่างเทียน เวียนไหว้
แทนเสียงร่ำไห้จนอ่อนล้า
แทนถ้อย แทนคำ ล่ำลา
ทบท้นหยาดน้ำตาเราปวง


...


กี่ถ้อยคำ-น้ำตาเล่า
จึงเทียมเท่าที่ห่วงหวง
หนึ่งดวงดาวแหลกร่วง
ให้กี่ดวงใจแหลกราน

หนึ่งดวงดาวแหลกร่วง…ให้กี่ดวงใจแหลกราน…



"แด่ บี้ - ศิลป์ ศิวากรณ์"
(กุมภาพันธ์ 2546)

"แด่ ต่าย - คมคณิต"



เคยยิน เคยเห็น - - - มาเช่นนี้…
โอ้ดวงแก้วแววรวีมาราแสง
ดวงใจใดเล่าเคยโชติแดง
ท่ามกลางเพลิงร้อนแรงแห่งมายา

ไปเป็นดาวพราวใสอยู่ในหน?
ส่องแสงลงมาให้ยลบนยอดหญ้า
แต่แสงดาวหรือจะซับหยาดน้ำตา
ที่ยังรินหลั่งมาด้วยอาลัย

แสงดาวหรือจะกลบเสียงซอด้วง
ที่ยังก้องอยู่ในดวงหทัยไหว
แสงดาวหรือจะแทนหยาดน้ำใจ
ที่เคยรินรดให้คราร้าวราน

กี่รำพึงสะท้านใจ กี่ไห้หวน
ก็คงเพียงคร่ำครวญกับลมผ่าน
เกินรั้งฉุดเวลาชะตากาล
ทั้งปวดร้าว-เดือดดาลเข้าโบยตี


ไปเถิด… ไปเป็นดาววาวแวว
เป็นดวงแก้วอยู่เหนือกาลเหนือวิถี
จะฝืนซับน้ำตาในครานี้
รอวันตนถึงที...จะตามไป



"แด่ ต่าย - คมคณิต"
(2542)

"...ผ่าน"



นี่, ฉันผ่านคืนวันเหล่านั้นมาได้อย่างไร
รอยน้ำตายาวไกล – เหมือนไม่รู้จบ
แต่ฉันก็ผ่านมาได้จนได้พบ
ได้รับขวัญ ทั้งความฝันและหัวใจ

คล้ายว่าใจดวงนี้เคยพลัดหาย
แหลกสลายจนมิอาจฟื้นมาใหม่
จมมิดลำน้ำตา – สาแก่ใจ
จนรับขวัญอุ่นไอ…ใจดวงเดิม



และเธอก็ต้องผ่านไปได้
เหมือนใคร-ใครที่แหลกร้าวเมื่อแรกเริ่ม
ใช่, มันยาก – อยากสิ้นใจ ณ จุดเดิม
หยาดน้ำตาเหมือนจะเพิ่มขึ้นทุกวัน

แต่เธอจะผ่านไปได้
ผ่านฝันร้าย ผ่านคืนร้าวหนาวสั่น
ไม่สัญญาหรอกโค้งรุ้ง – แววตะวัน
รอไว้ถึงวันนั้นเธอวาดเอง



"...ผ่าน"
(กรกฎาคม 2546)

วันอังคารที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2550

"…กับโลกเดิม"



คือโลกใบเดิม – ไม่หวาน
เปลี่ยวเหงาร้าวรานชืดขม
หวังเคยหวังไว้คล้ายปรารมภ์
เกรงช้ำชวดชมรั้งรอ?

ร้อนรุมในดวงใจว่างเปล่า
ซ้อนทับเหน็บหนาวร้าวท้อ
เลือนรางทางไกลไร้แรงทอ-
ถักต่อเติมฝันแล้วหรือ?



พลัดตกลงกลางทะเลใจ
เคว้งคว้างร้างไร้ที่ยึดถือ
ลนลานคว้าไขว่ล้วนไกลมือ
ยิ่งรั้ง ยิ่งยื้อ ยิ่งเปล่าปวง…

จึงเพียงเจ็บช้ำร่ำไห้
เสียดาย เสียใจ ห่วงหวง
เพียงลมมายาพร่าลวง
ถามทวงคืนวันผ่านเลย

จึงทุกข์จึงเจ็บเก็บกัก
เอ่ยอ้างคำรักจนชาเฉย?
ได้มา-เสียไปจนคุ้นเคย?
อกเอย… ดวงดาว…ดวงใจ



คือโลกใบเดิมแน่แท้
เพียงแต่ยังมั่นฝันใฝ่
บนทางรกร้างกว้างไกล
สักวันหนึ่งเถิดดวงใจจักได้พบ


"…กับโลกเดิม"
(มกราคม 2546)

"เออ..อิเหนา"



เชื่อ - ประจักษ์
ในรักดั่งสายน้ำไหล
ลอยลับ…ห่างไกล
ไม่หวนคืน

หากฉงนนัก
ไยเรามิเป็นเช่นนั้นบ้าง
ไยยังย้ำคิด ย้ำคอย
คะนึงหา…
ดั่งสายน้ำวน


"เออ..อิเหนา"
(พฤษภาคม 2546)

"ตาคู่นั้น"



อะไรหนออยู่เบื้องหลังตาคู่นั้น?
หุบเหวพรายควันหรือฟ้าใส
ลมหนาวกราวเกรี้ยวหรืออุ่นไอ
หรืออดีตหม่นไหม้หากตรึงตรา

อะไรหนออยู่เบื้องหลังเก้าอี้เก่า
ร่องรอยลึกร้าวคะนึงหา
หรือฝันพร่างสว่างใสในดวงตา
จึงมิรู้อ่อนล้าจะดื่มกิน

นั่งลงบนเก้าอี้ตัวเก่า
มุมเดิมในร้านเหล้ายังโลดดิ้น
ตาคู่เดิมอาการเดิมเคยคุ้นชิน
เพียรดื่มเพียรรินจนคุ้นตา



แววโศกและวาวฝัน…
เหมือนตะวันในหมอกพร่า
ดั่งประกายแห่งแสงดาริกา
ในคืนฟ้ามืดหม่นอนธการ

คือหวานและคือเศร้า
แท้คือเหงาอันอ่อนหวาน?
ปีติหรือร้าวราน
ที่คลอไหวในดวงตา..?



อะไรหนออยู่เบื้องหลังตาคู่นั้น
ผ่านเดือนพ้นวันเฝ้าค้นหา
หรือเพียงมนต์เมรัยร่ายมายา
อะไรหนอในดวงตา…ในดวงใจ?


"ตาคู่นั้น"
(2544)

"แผลเป็น"



เหมือนเพียรสร้างแผลเป็นรอยใหม่
ตรึงไว้ในดวงใจเงียบเหงา
เพียรพากผนึก
บากเป็นร่องลึกนานเนา
คล้ายเพียรปลอบน้ำตาหม่นเศร้า
รอวันท่วมทับใจตน…

โมงยามเคลื่อนผ่าน
เสียงใจสะท้านสับสน
เอื้อมมือรั้งฉุด
ยื้อยุดเวลาทุรน
คล้ายวิ่งตามเงาตามหน
เพื่อร่ำไห้ ณ หนปลายทาง

เพียงเพื่อแผลเป็นรอยใหม่
คงไว้ในใจรกร้าง…


"แผลเป็น"
(2543)

"เธอ"



เธอจะเหมือนสายน้ำอีกคนไหม ?
ไหลมาแล้วไหลไปไม่คืนกลับ
เพียงผ่านมาให้หวั่นไหวแล้วไกลลับ
กู่ตะโกนสิ้นสดับจะยลยิน


"เธอ"
(2543)

"ค่อนรุ่ง…"



อย่าไปนึกถึงฝันร้าย
อย่าไปย้ำรอยแผล

อย่าตระหนกที่มันยังอยู่
อย่ากลัวไปเลย…


มันก็เพียงรอยแผล
แค่รอยพ่าย
ที่นับวันจะเลือนรางจางไป
ไม่มีอะไรต้องหวั่นเกรง





เห่ช้า…
เช็ดเสียเถิดหยาดน้ำตาของวันเก่า
นิ่งเสียเถิดพรุ่งนี้ก็จะเช้า
เพียงแดดพราวที่เหน็บหนาวจะจางไป


"ค่อนรุ่ง…"
(ตุลาคม 2545)

"หนี"



ติดปีกบินไปไกลสุดหล้า
ปิดตาปิดหูเลี่ยงรู้เห็น
เมามายจรดฟ้าสางกลางหมอกเย็น
มิอาจเร้นพ้นความคิดในจิตใจ…


"หนี"
(2538)

"พิณรำพึง"



สงัดไร้คีตการนานคืนแล้ว
ระงมเพียงเสียงแก้วเมรัยเหงา
อ่านกวี ถอนใจในรอยเงา
สุมควันร่ายมนต์แผดเผาหยาดน้ำตา

กระไรหนอเมรัยบุรุษผู้ไหวอ่อน
วอนความเมากล่อมนอนจนอ่อนล้า
ราตรีแล้วราตรีเล่ารินหลั่งมา
ทั้งเมรัย-ทั้งน้ำตา-ผวากลืน!

ซอเงียบพิณเงาอยู่นานช้า
คีตกรร่ำสุราจนดึกดื่น
จะขื่น-เจ็บ-เศร้า-เหงา เอาเมากลืน?
ครั้นเกินฝืนจึงฟุบร่างลงข้างพิณ…


"พิณรำพึง"
(2544)

"ใช่…"



ใช่, เพราะไม่เคยจะยอมรับ
จมอยู่กับความฝันเขลา
งมงายไขว่คว้าเงา
แห่งรอยฝันอันเลือนราง

ใช่, ไม่เคยจะยอมรับ
ว่าคว้าจับความเปล่าว่าง
เพียงหมอกควันเบาบาง
อันลอยลับเกินกลับคืน

ใช่ - - - ฉันไม่เคยจะยอมรับ
จึงอยู่กับรอยฝันขื่น
กับ 'ภาพนั้น' ทั้งวันคืน
จึงกลืนกล้ำ…จึงย้ำคอย


"ใช่…"
(5 ธันวาคม 2543)

"เงาฝัน"



เพียงเห็นเก้าอี้ว่างเปล่า
ก็เหน็บหนาวไปถึงไหน
อ้างว้างทั่วทั้งหัวใจ
ร่ำไร…กับวันคืน

เพียงแว่วบทเพลงเก่า
ก็หม่นเศร้าก็เกินฝืน
ละล้าละลังจะนั่งยืน
ก็ขมขื่นไปทั้งนั้น

หลับตาเห็นดาวละเมอ
ก็พลั้งเผลอคืนสู่ฝัน
ลืมตาเห็นแววตะวัน
...ก็นิ่งงันในความจริง


"เงาฝัน"
(2544)

"ดาวดวงนั้น…"



หรือว่า-- ดาวดวงนั้นไม่สวยแล้ว…
เลือนแล้วแววอาวรณ์ห่วงหา
จางลบกลบเปื้อนเดือนดารา
ซบดินสิ้นค่า ว้าเหว่ งัน

เหลือเพียงบทเพลงหวานแว่ว
ผิวแผ่วห่วงหวงทวงฝัน
ก่อนโหยหายกลายเกลื่อนเหมือนดาวนั้น
เป็นไฟ…เป็นควัน…แล้วลับลอย

นิจจา… น้ำตา ดารา ฝัน
อุ่นเอย เคยรำพันถักถ้อย
เสียดายคืนวันมั่นคอย
ก้มเก็บร้อยเศษดาวพราย …ซึ่งวายแวว


"ดาวดวงนั้น…"
(ธันวาคม 2545)

วันจันทร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2550

"ฤดูกาล"



มากับฤดูกาลแห่งชีวิต
ยึดติดก็ปวดร้าว
พ้นผ่านยังผวาเป็นคราคราว
เงียบงันเหน็บหนาวทรมา

มากับอรุณรุ่ง
ผสานเป็นโค้งรุ้งช้า-ช้า
ดั่งจะเย้ยเมฆหม่นอนธการ์
เย้ยทุกหยาดน้ำตาเคยหลั่งริน

วูบวับ…
แหลกสลายกลายกลับสูญสิ้น
เคยอุ่นไอก็คล้ายว่าจะราคิน
จะเดือดดาลแดดิ้นก็ดุจเดียว


ไปกับราตรีสงัด…
สิ้นสำเนียงจะค้านคัดรั้งเหนี่ยว
เมื่อหมอกเมฆคลี่คลุมจันทร์จนหม่นเซียว
บังเกิดคืนอันโดดเดี่ยวอนธการ์

แล้วมายาแห่งราตรีก็คลี่โฉม
ถาโถมเข้าเย้ยหยันให้คลั่งบ้า
เย้ยร้อยยิ้ม-เสียงหัวเราะที่ร้างรา
เย้ยโค้งรุ้งตะวันจ้าแห่งวารวัน



พร่าพราย…
กอบวิญญาณแหลกสลายคืนสู่ฝัน
ประโลมปลอบ-กระอักอายสะอื้นกลั้น
ว่า "ขณะหนึ่ง-ขณะนั้น" เพียงฝันร้าย…


"ฤดูกาล"

(กรกฎาคม 2544)

พิมพ์ครั้งแรกใน สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์, มีนาคม 2544

"นิ่งเสีย…"



นิ่งเสีย... อย่าร้องไห้
ใช่ว่าไม่เข้าใจที่หมองเศร้า
ใช่ลบหลู่หยาดน้ำตาพลัดพรูพราว
...ฉันก็เคยแหลกร้าวไม่ต่างกัน

จึงไม่เคยคิดเหยียดหยามผู้ร่ำไห้
รู้ว่าค่าแห่งหัวใจไม่ควรหยัน
หยาดน้ำตาลำพอง-แพ้ ไม่ต่างกัน
ทุกหยาดนั้นบอกว่าเธอคือ "มนุษย์"

เพียงแต่... ไม่อยากเห็นเธอร่ำไห้
เพราะฉันก็เศร้าเสียใจอย่างที่สุด
อยากเช็ดให้, น้ำตานั้น อยากรั้งยุด-
ใจดวงนั้นก่อนลอยหลุดไปแสนไกล...


แต่จะมีค่าอะไรหรือ...?
เพียงเอื้อมมือประคองเช็ดน้ำตาให้
เพียงหยาดน้ำที่เปื้อนแก้มเธอเหือดไป
แต่ดวงใจบอบบางนั้นยังระทม...

อยากจะเช็ดน้ำตาให้
ที่โศกเศร้าเสียใจอยากช่วยข่ม
ทำทุกสิ่งแม้น้ำตาฉันพร่าพรม
เพียงที่เธอขื่นขมนั้นเบาบาง

........

นิ่งเสีย... อย่าร้องไห้
แม้ไม่มีค่าอะไร, จะเคียงข้าง
จะเฝ้าฟังเสียงสะอื้นจนรุ่งราง
จะอย่างไร จะเคียงข้าง จะเข้าใจ...


"นิ่งเสีย…"
(มิถุนายน 2545)

"กระต่ายกับเต่า"



มิรู้เป็นเต่าหรือกระต่าย
แต่ต่างก็ปีนป่ายทุรนดิ้น
เพื่อชีวิตเพื่อจะอยู่เพื่อจะกิน
ในท่ามกลางกระแสสินธุ์เงินตรา

บ้างเดิน - เดินไปอย่างนั้น
บ้างต่อตีคืนวันกร้าวกล้า
บ้างร่ายมนต์เสกสร้างพรางมายา
บ้างไม่สนตีหัวหมาด่าแม่- - -ใคร

ก็มิรู้เป็นกระต่ายหรือเต่า
แต่เราต่างก็เงียบเหงาหวั่นไหว?
กับโลกกับชีวิตกับ…ใครใคร
นกแสงตะวันตายแล้วหรือไร - ไม่เห็นมา?

"กระต่ายกับเต่า"
(2543)

คำนำ (จาก "ฉบับทำมือ")


"แด่… แม่
ผู้เลี้ยงลูกมากับหนังสือ
และความรัก"


คำนำ
(จาก "ฉบับทำมือ")

สวัสดีครับ
บทกวีจำนวนหนึ่ง ถูกผมเขียนขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับที่ชีวิตแหวกว่ายไปในโลกและรัก (บอกคนบอกว่า "ลอยคอ" มากกว่า) เขียนแล้วก็ซุกๆ ซ้อนๆ ไว้ในแฟ้ม ไม่คิดส่งไปขอลงที่ไหน ด้วยเห็นว่ามันมีความเป็นส่วนตัวค่อนข้างสูง อาจไม่มีประโยชน์พอที่จะใช้เนื้อที่ส่วนรวมเผยแพร่

แต่หลายครั้งหลายหนก็พบว่า ได้ใช้มันปลอบประโลมคนใกล้ชิด รวมถึงมิตรของมิตร และคนเขียนเองที่เฝ้าเวียนอ่านในหลายห้วงอารมณ์…
ความรู้สึกอันเป็นที่มาของถ้อยคำเหล่านี้ จึงอาจมิใช่เพียงอารมณ์และประสบการณ์อันเฉพาะของใครคนใดเสมอไป
หรือเอาเข้าจริงแล้ว เรา - มนุษย์ผู้ยังตัดอะไรต่อมิอะไรไม่ค่อยขาดนี้ - ต่างก็เวียนว่ายอยู่ในโลกและความรัก

สำหรับ "โลก" คงไม่ต้องกล่าว,
ส่วน "รัก" นั้น บางครั้งก็หนีไม่พ้น ขณะที่บางหนกลับปล่อยไม่ไป..
เมื่อพูดคุยกับเพื่อนหรือคนใกล้ชิด หลายครั้งทุกข์ร้อนในอกก็มิได้สงบลงด้วยคำตอบใด
อุ่นไอจากรักและอาทร ที่ทอดถ่ายผ่านการสนทนา - แบ่งปันความรู้สึกระหว่างกันต่างหาก ที่เข้ามาโอบกอดเยียวยาบาดแผลภายใน…
รวมบทกวีเล่มเล็กๆ นี้ เกิดขึ้นด้วยหวังให้ไออุ่นเช่นนั้น จะสามารถแบ่งปันกันออกไปได้กว้างกว่า

จะอย่างไร…
"รัก" ก็คล้ายทำให้เราเมตตาต่อโลกและเพื่อนมนุษย์ยิ่งกว่าที่เคย
เปิดดวงตาของเราออก ให้ยินดีที่จะมอง
เช่นเดียวกับหูที่พร้อมและเต็มใจรับฟังทุกรายละเอียด
ขณะที่หัวใจพลันอ่อนโยนลง - เปิดกว้างออก พร้อมที่จะเข้าใจ…

จะพลั้งพลาดอย่างไร…
รักก็ทำให้เรารู้สึกเช่นนี้
ผมจึงไม่นึกอายที่จะบอกว่าตัวเองเชื่อ - กระทั่งศรัทธา ใน "รัก"
ผมจึงยังเชื่อ และยังหวังว่า ทุกเปลวไฟบนโลกนี้ อาจสงบลงได้ด้วย "รัก"

ขอบคุณ
ทุกแรงบันดาลใจและกำลังใจ
ทั้งที่รู้ตัวแล้ว และ…ที่ยังไม่รู้ตัว

ขอบคุณครับ
กานต์ ณ กานท์
(มิถุนายน 2547)